28 มกราคม, 2551

ธรรมโอวาทหลวงปู่มั่น




เป็นธรรมโอวาทที่หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เทศน์สอนในอดีต พ.ศ. 2483
ณ วัดป่าโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเก่าแก่ และ มีคุณค่าสูงส่งมาก ผู้จดบันทึกธรรมคำสอนไว้
คือ หลวงปู่หลุย จันทสโร

1. ในโลกนี้เป็นธาตุทั้งนั้น ให้รู้เท่าทันกับธาตุอย่าหลงตามธาตุ


2. ให้เห็นปัจจุบันธรรม อย่าส่งจิตอนาคต และ อดีต


3.ธาตุ 84,000 ธาตุออกมาจากจิตหมด


4.นิโรธเป็นของดับเพราะรู้เท่าทันแล้ว จิตไม่เกิดยินดี ยินร้าย ดับไปเช่นนี้ ชื่อว่านิโรธ


5.แสดงฌานเป็นที่พักชั่วคราวแล้วเจริญจิตต่อ ๆ ไป


6.ให้เอากาย วาจา ใจนี้ยกขึ้นพิจารณา อย่าเพิ่ม อย่าเอาออก ให้เห็นเป็นปรกติ

7.มรรค


8 นั้น สมาธิมรรค์เป็นองค์ 1 นอกนั้นเป็นปริยาให้รู้ธรรมะและอาการของธรรม
ถึงขั้นละเอียด แล้วก็จะรู้เอง เห็นเอง

9.ถ้าส่งจิตรู้เห็นภายนอกกายเป็นมิจฉาทิฐิ ให้รู้เห็นอยู่ในกายกับจิตนั้น เป็นสัมมาทิฐิ


10.นักปฏิบัติใจต้องเด็ดเดี่ยวกล้าหาญที่สุด จึงจะรู้ธรรมเห็นธรรม


11.เกิดตาย เกิดแล้วตาย ชมแต่หนังของเก่า ไม่หันไปหาที่จะพ้นทุกข์


12.ทำจิตให้เสมออย่าขึ้นอย่าลง อย่าไปอย่ามา ให้รู้เฉพาะปรกติของจิต


13.แสดงฐานของธรรมเป็นบ่อเกิดอริยสัจของจริง


14.แสดงตนดูถูกท่านว่าท่านเป็นคนโกรธ เพราะผู้ฟังไม่เห็นตามความเป็นจริง เพราะยุ่งแต่จิตของตัวเท่านั้น

15.เกิดความรู้อย่างวิเศษ แล้วย่อมหาอานิสงส์ประมาณไม่ได้


16.อัตตาหิ...ฯลฯ เป็นของลึกลับเหลือที่สุด

17.ให้รู้ธาตุเห็นธาตุ จิตจึงไม่มติดทางราคะ
18.คนเราจะดีจะชั่วต้องเกิดวิบัติเสียก่อน


19.ท่านแสดงไม่อ้างสวรรค์ นิพพาน ไม่อ้างทุคติ อ้างความเป็นไปทางปัจจุบันอย่างเดียว เพราะชั่วดีก็ปัจจุบันที่ยังเป็นชาติมนุษย์

20.ความรู้ของพระพุทธเจ้าเป็นอนันตนัย มากมายยิ่งกว่า 84,000 พระธรรมขันธ์เป็นอุบายที่จะทรมานสัตว์พ้นวิสัยของสาวกที่จะรู้ตามเห็นได้ สาวกกำหนดรู้แต่เพียง 84,000 เท่านี้ก็เป็นอัศจรรย์
21.ท่านกำชับว่าอย่าให้จิตเพ่งนอก ให้รู้ในตัวเห็นในตัว เมื่อรู้ในตัวแล้วรู้ทั่วไป เพราะตัวเป็นต้นเหตุ


22.ให้แก้ปัจจุบัน เมื่อแก้ปัจจุบันได้แล้ว ภพ 3 นั้นหลุดหมดไม่ต้องส่งอดีต อนาคตให้ลบอารมณ์ภายนอกให้หมด จึงจะเข้าอารมณ์ภายในได้ เพ่งนอกเป็นตัวสมุทัย เป็นทุักข์ และเป็นตัวมิจฉาทิฐิ เพ่งในเป็นตัวสัมมาทิฐิ เพ่งในตัวเป็นสัมมาทิฐิ
23.เล่นนิมิตก็ดี ยินดียินร้ายก็ดี เรียกว่าคุ้มเงาตน เชื่อนิมิตเป็นบ้า


เทียนติดไฟเล่มเดียวสามารถช่วยให้เทียนอีกหลายพันเล่มพบความสว่างได้...
โดยที่ไม่ทำให้เทียนเล่มนั้นมีอายุการใช้งานน้อยลงเลย



13 มกราคม, 2551

14 ธันวาคม, 2550

กลยุทธ์ในการสืบค้นแหล่งเรียนรู้บนเครือข่ายอินเตอร์เนตเพื่อการศึกษา



กลยุทธ์ในการสืบค้นแหล่งเรียนรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา

การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้บนอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน มีเว็ปไซต์ที่รวบรวม จัดระเบียบข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ ทั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลของสถานศึกษาโดยตรง เช่น มหาวิทยาลัยต่าง ๆ และองค์กรอื่น ๆ ที่ให้บริการข้อมูลเพื่อเป็นความรู้

โดยทั่วไปจะอยู่ในเวปไซต์ห้องสมุดของแต่ละสถาบันการศึกษานั้น รวมทั้งองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่รวบรวม สืบค้น และให้บริการข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตโดยตรง ถ้าผู้ใช้เข้าใจ รู้จักวิธีการใช้งานและข้อจำกัดต่าง ๆ ก็จะสามารถนำข้อมูลมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับความรวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลา ซึ่งผู้ใช้ก็จำเป็นต้องใช้วิจารญาณในการตัดสินใจที่จะเลือกข้อมูลที่ถูกต้องและเชื่อถือได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

กลยุทธ์ในการสืบค้นมีดังนี้





1.เลือกเครื่องมือบนอินเทอร์เน็ตที่ใช้สืบค้นข้อมูล
เครื่องมือบนอินเทอร์เน็ตที่ใช้สืบค้นข้อมูล เช่น search engine , metasearch engine รวมทั้งฐานข้อมูล (database) ทางวิชาการด้านต่าง ๆ ที่อยู่บนเวปไซต์ของห้องสมุดของสถานศึกษา ดังนั้นขั้นตอนแรกในการสืบค้น จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือว่าน่าจะมีข้อมูลที่ต้องการอยู่ในแหล่งข้อมูลที่หาหรือไม่ และจึงเลือกใช้เครื่องมือนั้น
เครื่องมือบนอินเทอร์เน็ตที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

1. E-mail หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์
2. Chat เป็นระบบสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ (Real Time) ใช้พูดคุยผ่านระบบอินเทอร์เน็ต
3. Usenet newsgroup หรือกลุ่มข่าว ที่มีการอภิปรายกันบนอินเทอร์เน็ต
4. Telnet เป็นเครื่องมือที่ใช้เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เข้ากับเครื่องเครือข่ายในระยะไกล
5. FTP เป็นเครื่องมือที่ใช้โอนย้ายไฟล์ มีการทำงาน 2 ลักษณะคือดึงไฟล์ และส่งไฟล์
6. Gopher เป็นระบบค้นหาข้อมูลใน Gopher site ซึ่งเป็นฐานข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต เป็นแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่สำคัญ
7. WWW (World Wide Web) เป็นระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกันทั่วโลก ระบบ WWW เป็นตัวเร่งให้อัตราการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอื่น ๆ ให้มาอยู่บนระบบ WWW ไม่ว่าจะเป็น newsgroups หรือ gopher รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอื่น ๆ มาใช้บนระบบ เช่น ระบบฐานข้อมูลห้องสมุด (OPAC : Online Public Access Catalog ) ระบบฐานข้อมูลหนังสือพิมพ์ นิตยสารต่าง ๆ ในปัจจุบันมีการพัฒนาเครื่องมือในการสืบค้นข้อมูลที่อาศัยความสามารถของระบบ WWW อันได้แก่ Search engine, Web Directory, Hybrid Search Engine และ Metasearch Engine

Search engineได้แก่
http://www.google.com/, http://www.yahoo.com/, http://www.excite.com/
เว็ปไซต์ห้องสมุดของสถานศึกษาต่าง ๆ ได้แก่
http://www.lib.ku.ac.th/ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
http://www.li.mahidol.ac.th/ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยมหิดล
http://www.lib.swu.ac.th/ สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เป็นต้น


2.การใช้คำค้น
คำค้น หรือคำสำคัญ (Key word) เป็นคำที่ผู้ใช้กำหนดขึ้น มีความหมายหรือลักษณะที่สอดคล้องกับข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการค้นหา เพื่อให้เชื่อมโยงถึงข้อมูลในแหล่งที่ต้องการได้ ผู้ใช้สามารถค้นได้จากคำที่เป็นชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง หัวข้อ หัวเรื่อง และอื่น ๆ
ในการใช้ search engine นั้น เมื่อผู้ใช้ค้นหาข้อมูลด้วยคำสำคัญ (Key word) จะได้ข้อมูลเป็นจำนวนมาก มีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ค้นหาหลากหลายประเด็น เพราะโปรแกรมจะเปรียบเทียบคำสำคัญที่ใช้ค้นหากับข้อมูลในฐานข้อมูล ถ้ามีส่วนตรงกันก็จะแสดงข้อมูลเว็ปไซต์นั้นทันที ซึ่งข้อมูลที่ได้อาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหานัก ในที่นี้ยกตัวอย่างการใช้เครื่องหมายต่าง ๆ ในการค้นหาข้อมูล ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กลยุทธ์นี้กับเครื่องมือสืบค้นต่าง ๆ ได้
1.การใช้คำค้นมากกว่า 1 คำ โดยใช้เครื่องหมาย + หรือ &
2.การใช้เครื่องหมาย – เพื่อกรองข้อมูล เรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำที่ตามหลังเครื่องหมายนี้จะไม่แสดง
3.การใช้เครื่องหมาย “ ” คลุมวลี หรือข้อความที่เฉพาะเจาะจง
4.การใช้เครื่องหมาย OR เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้ค้นหาข้อมูลแตกต่างกันแต่สัมพันธ์กัน
5.การใช้ * เพื่อกำหนดให้คำต่อไปเป็นอะไรก็ได้ต่อจากคำค้นที่กำหนด
6.การใช้อักษรภาษาอังกฤษพิมพ์ใหญ่หรือพิมพ์เล็กจะถือว่าเป็นอักษรตัวเดียวกัน
7.การเจาะจงค้นหาข้อมูลในเว็ปไซต์ที่ต้องการ โดยพิมพ์ คำค้นที่ต้องการ : ชื่อเวปไซต์ที่ต้องการ
8.ใช้คำว่า link เมื่อต้องการค้นหาเว็ปไซต์ที่เชื่อมโยงไปยังเวปไซต์ที่สนใจ โดยพิมพ์ link : เวปไซต์ที่สนใจ
9.การค้นหาซ้ำ เป็นการค้นหาข้อมูลในเว็ปไซต์ที่ค้นพบในครั้งแรกอีกครั้งหนึ่ง
10.การค้นหาโดยการกำหนดเฉพาะเจาะจงให้เป็นเว็ปไซต์ที่มีหัวข้อที่ต้องการ โดยใช้สัญลักษณ์ (t:) โดยพิมพ์ t:หัวข้อของเวปไซต์
11.การค้นหาโดยการกำหนดเฉพาะเจาะจงให้เป็นเว็ปไซต์ที่มีตำแหน่งที่อยู่ของเว็ปไซต์ตามต้องการ โดยใช้สัญลักษณ์ (u:) โดยพิมพ์ u:ตำแหน่งที่อยู่ของเว็ปไซต์ตามต้องการหรือหัวข้อของเว็ปไซต์
1
2.การค้นหาโดยการรวมเครื่องหมายต่าง ๆ ซึ่งมีลำดับดังนี้ +, -, t:, u:, “ ” และ *




ที่มา
ชวน ภารังกูล. การสืบค้นข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาและการวิจัย:เอกสารประกอบการสอนวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศการศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง:ราชบุรี,2550.

04 พฤศจิกายน, 2550

ความรักนั้นสำคัญไฉน






คุณครูในโรงเรียนสอนเด็กอนุบาลแห่งหนึ่งตัดสินใจที่จะให้เด็กนักเรียนในชั้นของเธอเล่นเกมได้ ดังนั้นเธอจึงบอกให้เด็กนักเรียนแต่ละคนในชั้นนำมันฝรั่งใส่ถุงพลาสติกมาจำนวนหนึ่ง
บนมันฝรั่งแต่ละหัวให้เขียนชื่อคนที่รังเกียจไว้
ดังนั้น จำนวนหัวมันฝรั่งที่เด็กนักเรียนใส่ไว้ในถุงของเขาจะขึ้นกับจำนวนคนที่เขารังเกียจไม่ชอบ
และเมื่อถึงวันที่กำหนด เด็กๆ ทุกคนก็นำมันฝรั่งที่มีชื่อคนที่เขารังเกียจติดตัวมา บางคนมีมัน 2 หัว บางคนมีมัน 3 หัว ในขณะที่บางคนมีถึง 5 หัว
จากนั้นคุณครูได้สั่งให้เด็กนักเรียนนำมันฝรั่งของตนเองใส่ถุงถือติดตัวไปทุกๆ แห่ง (แม้กระทั่งเข้าห้องน้ำ) เป็นระยะเวลา 1 อาทิตย์



หลังจากที่หลายๆ วันผ่านไป พวกเด็กนักเรียนก็เริ่มบ่นถึงกลิ่นที่ไม่สู้จะดีที่ออกมาจากมันฝรั่ง ซึ่งเริ่มจะเน่าแล้ว นอกจากนั้นเด็กที่มีมันฝรั่ง 5 หัวก็ยิ่งบ่นที่ต้องถือถุงหนักกว่าคนอื่นๆ
เมื่อเวลา 1 อาทิตย์สิ้นสุดลง พวกเด็กนักเรียนจึงได้รู้สึกปลดปล่อย เพราะเกมที่คุณคณุกำหนดได้จบลงแล้ว



คุณครูถามว่า “พวกเธอรู้สึกอย่างไรกับการที่ต้องถือมันฝรั่งติดตัวอยู่เป็นเวลา 1 อาทิตย์
” พวกเด็กนักเรียนจึงระบายความหงุดหงิดไม่พอใจออกมา และบ่นถึงความลำบากที่พวกเขาต้องเจอจากการที่ต้องถือถุงมันฝรั่งที่ทั้งหนักและส่งกลิ่นเน่าเหม็น



หลังจากนั้นคุณครูจึงได้อธิบายให้พวกเด็กได้ทราบถึงความหมายแท้จริงที่ซ่อนอยู่ในเกม



คุณครูกล่าวว่า “นี่เป็นเหมือนกับสถานการณ์จริงๆ เมื่อเราต้องแบก เก็บความเกลียดชังผู้อื่นไว้ในใจ มลพิษของความเกลียดชังจะกัดกร่อนใจของเรา และติดไปกับตัวเราในทุกๆ ที่ ที่เราไป
ถ้าขนาดที่เรายังทนไม่ได้กับกลิ่นเน่าเหม็นของมันฝรั่งในช่วง 1 อาทิตย์ ลองคิดดูว่ามันจะเป็นเช่นไร ถ้าเราแบกเก็บความเกลียดชังไว้ในใจตลอดชั่วชีวิต ?”


คติสอนใจจากนิทานเรื่องนี้ คือ :
โยนทิ้งความเกลียดชังผู้อื่นออกไปจากใจของคุณ
เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่ต้องแบกรับบาปนี้ไปชั่วชีวิต
ให้อภัยผู้อื่นถือเป็นทัศนคติที่ดีที่สุดที่ควรยึดถือไว้
รักชื่นชมผู้อื่นแม้ว่าคุณจะไม่ชอบพวกเขา
ดังนั้น ความรักที่แท้จริงนั้นไม่ใช่การรักชอบบุคคลที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าสมบูรณ์แบบ
แต่เป็นการรักชอบชื่นชมบุคคลที่ไม่สมบูรณ์แบบให้สมบูรณ์มากๆ ต่าง